Home > Teacher Problem > ผู้เรียนขาดความสนใจหรือแรงบันดาลใจในการเรียน > ผู้เรียนไม่เชื่อว่าความพยายามจะทำให้ผลงานของพวกเขาดีขึ้น
ผู้เรียนไม่เชื่อว่าความพยายามจะทำให้ผลงานของพวกเขาดีขึ้น

หากผู้เรียนไม่เชื่อว่าความพยายามจะทำให้ความสามารถพวกเขาดีขึ้น พวกเขาก็จะขาดแรงจูงใจในการพยายามไปด้วย ตัวอย่างเช่น ในวิชาที่ขึ้นชื่อว่ายากที่สุด ผู้เรียนอาจเกิดความท้อแท้จากประสบการณ์ในวิชาอื่นๆที่คล้ายกันหรือในงานชิ้นก่อนหน้าที่ไม่พยายามแค่ไหนพวกเขาก็ไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ ผู้เรียนยังมีความเชื่อว่าความฉลาดมีผลต่อความสามารถ หากผู้เรียนเชื่อว่าการเรียนเป็นเรื่องง่ายๆและไม่ควรมีความลำบากอะไร พวกเขาก็จะท้อทันทีที่ต้องเจอกับความท้าทายต่างๆ เช่นเดียวกัน หากพวกเขาเชื่อว่าความฉลาดเป็นพรสวรรค์ที่ไม่สามารถสร้างหรือพัฒนาขึ้นได้ พวกเขาก็จะมองไม่เห็นค่าของความพยายามและขาดแรงดึงดูดในการทำงานด้วย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทั้งกับผู้เรียนที่เชื่อว่าพวกเขามีความสามารถมากอยู่แล้ว ("ฉันเขียนรายงานได้ดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องรีบเขียนให้เสร็จหรอก") และผู้เรียนที่เชื่อว่าพวกเขาไม่มีความสามารถ ("ฉันเรียนคณิตศาสตร์ไม่เก่ง ยังไงก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว")

คำค้นหา :
แนวทางแก้ปัญหาที่ 1 : ให้ระดับความท้าทายที่เหมาะสม

เพื่อดึงดูดผู้เรียน เราจำเป็นต้องสร้างมาตราฐานของสิ่งท้าทายในระดับต่างๆที่จะผ่านได้ด้วยความพยายามที่เหมาะสม การแบ่งระดับความยากง่ายให้เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้คุณรู้ว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานสำหรับคลาสเรียนของคุณมากแค่ไหน นั่นจะทำให้คุณรู้ว่าคุณควรจะเริ่มสอนตั้งแต่ตรงไหนด้วย การวิเคราะห์ที่ดีหรือการให้งานเพื่อวัดความรู้ก่อนเรียนจะช่วยให้คุณสามารถเลือกระดับความยากง่ายของการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนของคุณได้ และคุณยังสามารถพูดคุยกับผู้สอนคนอื่นที่สอนเนื้อหาก่อนหน้าคุณเพื่อให้ตรวจสอบหลักสูตรของตนว่าระดับความยากง่ายของเขาเหมาะสมเพียงใด

แนวทางแก้ปัญหาที่ 2 : สร้างโอกาสในการฝึกฝนและให้การเสนอแนะที่หลากหลาย

แรงจูงใจในการเรียนของผู้เรียนจะเพิ่มขึ้นหากพวกเขาเห็นว่าความพยายามจะช่วยให้พวกเขามุ่งสู่เป้าหมายได้มากขึ้น ดังนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่คุณต้องให้โอกาสพวกเขาในการ 1) ฝึกฝนทักษะและความรู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ 2)ได้รับเวลาที่เหมาะสมและคำแนะนำที่ดี 3)นำคำแนะนำต่างๆไปปรับปรุงงานในภายหลัง การได้ผลตอบรับ(Feedback) และให้โอกาสพวกเขานำผลตอบรับเหล่านั้นเหล่านั้นไปพัฒนาความสามารถจะช่วยให้ผู้เรียนมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นและทำงานโดยไม่ยึดติดกับความเชื่อผิดๆเรื่องการเรียนและความฉลาด เช่น หากผู้เรียนเรียนคณิตศาสตร์ไม่เก่งแต่สามารถพัฒนาทักษะได้ด้วยการทำแบบฝึกหัด เขาก็จะปรับเปลี่ยนความเชื่อใหม่ว่าความสามารถสร้างได้ เป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะให้งานเพื่อเป็นโอกาสให้พวกเขาได้ฝึกฝน มากกว่าจะแค่ให้งานเพื่อเก็บคะแนนส่งคณะเท่านั้น โดยเฉพาะถ้าประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นและคำแนะนำของคุณคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ

แนวทางแก้ปัญหาที่ 3 : สอนวิธีการเรียนให้เกิดประสิทธิภาพ

หากผู้เรียนพยายามอย่างหนักแต่ได้ผลลัพธ์เพียงเล็กน้อย นั่นจะเป็นการบั่นทอนกำลังใจอย่างรวดเร็วสำหรับพวกเขา ผู้สอนสามารถพิจารณาให้เทคนิคเล็กๆสำหรับการเรียนและทำงานให้มีประสิทธิภาพ เช่นทำอย่างไรจึงจะอ่านบทความได้ดี ( เช่น การอ่านหัวข้อผ่านๆ การดูที่มาและตารางต่างๆ การแยกแยะแนวคิดของผู้เขียน) และการแก้ปัญหาในแบบฝึกหัด (ใช้สูตรแก้โจทย์ปัญหา การระบุตัวแปรควบคุม การสร้างวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้) แนะนำให้พวกเขารู้ว่าการเรียนเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับเด็กปี1 ที่ขาดทักษะหรือกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการเรียนมหาวิทยาลัย และยังมีประโยชน์กับผู้เรียนที่ยังใหม่กับกฎระเบียบ หรือยังไม่สามารถอ่าน เขียน และแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ผู้สอนสามารถช่วยให้ผู้เรียนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ด้วยคำแนะนำที่ชัดเจนเกี่ยวกับกลยุทธ์การเรียนเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนไปด้วย

แนวทางแก้ปัญหาที่ 4 : ให้โอกาสผู้เรียนแสดงความเห็นเกี่ยวกับวิธีการเรียนของพวกเขา

วิธีหนึ่งที่จะเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้เรียนคือการถามผลตอบรับจากผู้เรียนว่ากลยุทธ์การเรียนของพวกเขามีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานที่ผ่านมาอย่างไร เช่น ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนทำแบบสอบถามหลังสอบในคำถามจำพวก "คุณเตรียมตัวอย่างไรสำหรับการสอบหรือการทำงานชิ้นนี้? ทักษะใดที่คุณต้องใช้ในการทำงานนี้? คุณจะเตรียมตัวอะไรเพิ่มเติมหากต้องทำงานชิ้นนี้อีกครั้ง?" หรือผู้สอนอาจให้ผู้เรียนแสดงความเห็นว่าพวกเขาเขียนรายงานชิ้นนั้นอย่างไร (เช่น "คุณแก้ไขกี่ครั้งก่อนส่ง?") คำถามพวกนี้จะช่วยให้ผู้เรียนต้องคิดหากลยุทธ์ที่พวกเขาไม่เคยคิดจะใช้ และเป็นการทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าของความพยายามพร้อมๆกับความฉลาดในการควบคุมผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้น ท้ายที่สุด โอกาสเหล่านี้ยังเป็นการช่วยให้ผู้เรียนเห็นว่าข้อใดคือจุดแข็งจุดอ่อนในกลยุทธ์การเรียนของพวกเขา

แนวทางแก้ปัญหาที่ 5 : ช่วยให้ผู้เรียนไม่คาดหวังสูงเกินไป

หากผู้เรียนมีความคาดหวังเรื่องเวลาที่เป็นจริงได้ยากจนยึดติดมากเกินไป พวกเขาจะต้องเผชิญกับความผิดหวังถ้าพวกเขาใช้เวลาในการทำงานแต่ละอย่างนานเกินไปหรือต้องใช้ความพยายามมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยแก้ความเข้าใจผิดที่ไร้เดียงสานั้นและทำให้พวกเขาคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปได้มากขึ้น เช่น การชี้ให้พวกเขารู้ว่า การเขียนที่ดีไม่จำเป็นต้องเขียนให้เสร็จในคราวเดียว ประชุมวางแผนจุดเริ่มต้น หรือเสียเวลาไปกับการเขียนใหม่บ่อยๆ แต่พวกเขาควรแบ่งงานออกเป็นช่วงๆ (เช่น วางแผน วิจัย เขียน แก้ใหม่) และสอนให้พวกเขารู้จักกำหนดระยะเวลาที่จะใช้ในแต่ละช่วง อีกด้านหนึ่ง คุณควรจะบอกผู้เรียนเรื่องที่คุณเคยผิดหวังในสมัยที่ยังเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา และอธิบายว่าคุณจัดการกับปัญหาเหล่านั้นอย่างไร หรือยกตัวอย่างบุคคลที่ฉลาดหรือประสบความสำเร็จ ว่าพวกเขาก็ต้องต่อสู้จึงจะมีวันนี้ และความสำเร็จเหล่านั้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากความพยายาม เพื่อให้พวกเขาแก้ไขความคาดหวังเหล่านั้นของพวกเขาและเรียนรู้ที่จะอดทนเมื่อเจอกับอุปสรรค

User Comments

Technology Integration For Effective Learning Laboratory 8th floor, Classroom Building 4 (CB4)
126 Pracha-Utid rd, Bangmod, Toongkru, Bangkok, Thailand. 10140
Tel. 0-2470-8478, Fax 0-2470-8476, ets@mail.kmutt.ac.th