Home > Teacher Problem > ผู้เรียนขาดความสนใจหรือแรงบันดาลใจในการเรียน > ผู้เรียนไม่เห็นคุณค่าของเนื้อหาหรือคอร์สเรียน
ผู้เรียนไม่เห็นคุณค่าของเนื้อหาหรือคอร์สเรียน

เนื้อหาและงานที่ไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าของเนื้อหาและถ้าผู้เรียนไม่ได้รับรู้ถึงคุณค่าของเนื้อหา พวกเขาจะขาดแรงจูงใจที่จะพยายามทำในสิ่งเหล่านั้น แต่หากผู้เรียนเห็นได้อย่างชัดเจนว่างานหรือบทเรียนเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของเขา สิ่งที่พวกเขาสนใจ หรือสิ่งที่พวกเขาเป็นกังวล ก็จะทำให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของมันมากขึ้นและพร้อมที่จะทุ่มเทเวลาและความพยายามให้กับมัน

คำค้นหา : #มาสาย  
แนวทางแก้ปัญหาที่ 1 : กำหนดเป้าหมายในการเรียนรู้ให้ชัดเจน

ผู้เรียนจะมีแรงจูงใจในการเรียนมากขึ้นหากพวกเขารู้ว่าเป้าหมายที่พวกเขาทำคืออะไร ดังนั้นจึงเป็นความคิดที่ดีหากจะไม่กำหนดเพียงแค่เป้าหมายของคอร์สโดยรวม แต่กำหนดแยกถึงเป้าหมายของการเลคเชอร์ การอภิปราย หรืองานแต่ละชิ้น เช่น ก่อนเริ่มการเลคเชอร์ ผู้สอนอาจเขียนทักษะ ความรู้ มุมมองที่ผู้เรียนจะได้รับในวันนั้น (หากพยายามอย่างเต็มที่) ทำให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจน และเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เช่น "หากจบคลาสในวันนี้ คุณควรจะอภิปรายถึงข้อดีและข้อเสียของแผนสุขภาพแบบจ่ายคนเดียวได้ ใช้กรอบเศรษฐกิจประยุกต์หาการคาดคะเนอัตราดอกเบี้ย อธิบายและแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบทฤษฏีทั้ง 3 ของพัฒนาการในวัยเด็ก" การทำเป้าหมายในการเรียนให้ชัดเจนเป็นเรื่องสำคัญในหลายๆเหตุผล แต่บทบาทที่สำคัญก็คือการเสริมสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียนโดยการให้พวกเขาเห็นถึงสิ่งที่พวกเขาจะได้รับจากแต่ละคอร์ส บทเรียน หรือกิจกรรม

แนวทางแก้ปัญหาที่ 2 : เชื่อมโยงวิชาการเข้ากับชีวิตของผู้เรียน

ผู้เรียนจะมีแรงจูงใจที่จะทำงานหนักขึ้นหากพวกเขาเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาเรียนมีคุณค่าอย่างไร ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะอธิบายให้ผู้เรียนเห็นว่าคอร์สเรียนของคุณช่วยพวกเขาเตรียมความพร้อมสู่คอร์สเรียนระดับต่อไป (เช่น คณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานในวิชาเรียนอื่นๆอย่างไร ) สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์โดยรวมของทั้งคอร์ส และเห็นว่าแต่ละอย่างที่เขาทำช่วยส่งไปยังการเรียนโดยรวมอย่างไร นอกจากนี้ มันยังช่วยชี้ให้เห็นว่าเมื่อผู้เรียนกำลังเรียนทักษะใดๆที่จะช่วยให้เขาเรียนวิชานั้นๆได้ง่ายขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะกับวิชายากๆหรือวิชาที่เสี่ยงต่อการสอบตก ( เช่น ผู้สอนจะต้องช่วยสนับสนุนผู้เรียนด้วยคำพูดว่า “เป็นเรื่องที่ยาก แต่สำคัญมาก คุณจะดีใจที่ควรได้เรียนเรื่องนี้เมื่อคุณเจอเรื่องการเจรจาต่อรองในบทที่ 3 “ ) การมองเห็นคุณค่าของเนื้อหาที่อยู่ในกรอบการเรียนรู้เป็นวงกว้าง จะช่วยให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจแม้จะเจอกับอุปสรรคหรือความท้าทายก็ตาม

แนวทางแก้ปัญหาที่ 3 : แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับความเป็นมืออาชีพ

ผู้เรียนจะมีความพยายามเพิ่มมากขึ้นหากพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาจะได้รับความรู้ที่ช่วยให้พวกเขามีความเป็นมืออาชีพในชีวิตจริงเมื่อออกไปทำงานหลังผ่านวัยเรียน ดังนั้น ผู้สอนสามารถเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนโดยการโยงเนื้อหาในคอร์สเข้ากับอาชีพที่พวกเขาอยากเป็น ชี้ให้เห็นว่าทักษะและความรู้ต่างๆที่พวกเขาได้รับในคลาสจะช่วยพวกเขาในอนาคตอย่างไร เช่น ผู้สอนวิชาระบบสารสนเทศ สามารถจูงใจผู้เรียนในเรื่องทฤษฎีการจัดการสารสนเทศด้วยการชี้ให้เห็นว่าฐานข้อมูลจริงในปัจจุบันล้มเหลวเป็นผลมาจากทฤษฎีที่ได้ถูกนำไปใช้ เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะเน้นเรื่องความเป็นมืออาชีพในระดับที่สูงขึ้นและนำไปใช้ได้จริง เช่น การให้เหตุผลในเชิงปริมาณ การพูดในที่สาธารณะ การเขียนโน้มน้าวใจ และการทำงานเป็นทีม เพราะผู้เรียนส่วนใหญ่ยังไม่คิดถึงความสำคัญของโลกแห่งการทำงานจริงๆ


Application(s) ที่แนะนำสำหรับแก้ปัญหาที่ 3 :
แนวทางแก้ปัญหาที่ 4 : เน้นการประยุกต์ความรู้และทักษะไปสู่การทำงานจริง

วิธีที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งที่จะควบคุมแรงจูงใจของผู้เรียนได้คือให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์สิ่งที่เขาเรียนเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงได้ เช่น อาจารย์ที่สอนการตลาด สามารถอ้างถึงกรณีจริงที่เกิดขึ้นในวงการอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนและเป็นปัญหาเพื่อเป็นกรณีศึกษาของทฤษฎีการตลาดได้ เช่นเดียวกัน ในห้องเรียนระบบสารสนเทศ ผู้สอนสามารถมอบหมายให้ผู้เรียนออกแบบระบบฐานข้อมูลสำหรับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งงานลักษณะนี้จะช่วยฝึกให้ผู้เรียนได้ทำงานภายใต้ข้อจำกัดจริง มีการโต้ตอบกับลูกค้า และสำรวจแนวทางของอาชีพที่พวกเขาอยากเป็น งานเหล่านี้อาจช่วยสร้างโอกาสในการฝึกงานหรือทำงานจริงให้กับพวกเขา ซึ่งตัวแปรเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจชั้นดี แม้แต่ในชั้นเรียนที่เป็นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ ผู้สอนก็สามารถชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้องของเนื้อหากับความเป็นจริง เช่น อาจารย์คณิตศาสตร์ที่สอนเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพอาจสอนเรื่องการใช้เทคนิคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการค้าให้กับสถาบันการเงิน เป็นต้น

แนวทางแก้ปัญหาที่ 5 : เชื่อมโยงถึงความสนใจส่วนตัวของผู้เรียน

แรงจูงใจมักเพิ่มขึ้นเมื่อผู้สอนโยงเนื้อหาในชั้นเรียนเข้ากับความสนใจส่วนตัวของผู้เรียน เช่น อาจารย์วิชาเคมีอาจโยงเนื้อหาเรื่องการทำปฏิกิริยาของคาร์โบไฮเดรตเข้ากับเรื่องการทำอาหาร อาจารย์วิชาประวัติศาสตร์อาจเพิ่มความสนใจของเด็กด้วยการชี้ให้เห็นว่ามันสามารถอธิบายความขัดแย้งทางการเมืองหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ทำนองเดียวกัน หลักสูตรที่ถูกออกแบบอย่างดีจะโยงเข้าสู่หัวข้อที่สำคัญต่อผู้เรียนได้ (เช่น ประวัติของ Rock 'n' Roll ปรัชญา ภาพยนต์เรื่องดัง รสนิยมทางเพศ) ซึ่งสามารถเพิ่มแรงจูงใจของผู้เรียนโดยไม่นอกเรื่องหรือใช้ความรุนแรง


Application(s) ที่แนะนำสำหรับแก้ปัญหาที่ 5 :
แนวทางแก้ปัญหาที่ 6 : อนุญาตให้ผู้เรียนมีทางเลือกบ้าง

วิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มแรงจูงใจได้คือให้ผู้เรียนมีส่วนในการเลือกหัวข้อสำหรับรายงานหรือโปรเจคที่เกี่ยวกับความสนใจหรือความชอบส่วนตัวนอกห้องเรียน เช่น อาจารย์ฟิสิกส์อาจอนุญาตให้ผู้เรียนที่ชอบกีฬาหลายประเภท ทำการเปรียบเทียบการหมุน การเหวี่ยง และความเร่งของลูกกลมขนาดต่างๆ (ลูกบาส ลูกบอล ลูกเทนนิส) อาจารย์ประวัติศาสตร์ที่สอนเรื่องการอพยพสามารถอนุญาตให้ผู้เรียนเขียนเรื่องประสบการณ์การย้ายถิ่นฐานของพวกเขาเองในด้านที่เกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการให้สิทธิ์ผู้เรียนได้เลือกอาจจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจได้ แต่ผู้สอนต้องตระหนักด้วยว่าการเลือกทางเลือกต่างๆผู้เรียนจำเป็นต้องใช้ความคิดและความพยายามอย่างหนักด้วย ดังนั้น ผู้สอนต้องให้เวลาและกรอบการทำงานที่เหมาะสมกับพวกเขา เพื่อเป็นการเพิ่มแรงจูงใจโดยไม่สร้างภาระหนักให้พวกเขาจนเกินไป


Application(s) ที่แนะนำสำหรับแก้ปัญหาที่ 6 :
แนวทางแก้ปัญหาที่ 7 : แสดงให้ผู้เรียนเห็นความรักและความกระตือรือร้นของคุณ

ความกระตือรือร้นต่อเนื้อหาการสอนของคุณมีผลต่อประสิทธิภาพของคุณเองและผู้อื่น แม้ว่าผู้เรียนจะไม่ได้สนใจเนื้อหานั้นตั้งแต่ต้น แต่หากคุณแสดงออกถึงความกระตือรือร้นอย่างชัดเจน คุณสามารถเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นของผู้เรียนและจูงใจให้พวกเขาหาว่าอะไรที่ทำให้คุณตื่นเต้น นี่เป็นการชักนำให้พวกเขามีส่วนร่วมมากกว่าที่พวกเขาคิดว่าพวกเขาจะทำ และให้พวกเขาได้พบคุณค่าของบทเรียนที่พวกเขามองข้ามด้วย


Application(s) ที่แนะนำสำหรับแก้ปัญหาที่ 7 :
User Comments

Technology Integration For Effective Learning Laboratory 8th floor, Classroom Building 4 (CB4)
126 Pracha-Utid rd, Bangmod, Toongkru, Bangkok, Thailand. 10140
Tel. 0-2470-8478, Fax 0-2470-8476, ets@mail.kmutt.ac.th