Home > Teacher Problem > ผู้เรียนขาดความสนใจหรือแรงบันดาลใจในการเรียน > ผู้เรียนให้เวลาและความสนใจไปกับกิจกรรมอื่นที่สำคัญ
ผู้เรียนให้เวลาและความสนใจไปกับกิจกรรมอื่นที่สำคัญ

หากมีเป้าหมายหลายอย่างที่ต้องจัดการในเวลาเดียวกัน แน่นอนว่างานแต่ละชิ้นย่อมบั่นทอนแรงจูงใจและความสามารถในการจัดการงานอีกชิ้นด้วย โดยเฉพาะกับผู้เรียนในระดับวิทยาลัยที่มักจะหลงทางในการจัดความสมดุลของเวลาในการทำกิจกรรมแต่ละอย่าง (และมักจะไม่ประสบความสำเร็จ) ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ (เช่น การเรียนในห้องให้เข้าใจ เรียนวิชาเอกตัวที่สองและสามให้ได้คะแนนดีๆ) ด้านการเตรียมพร้อมในอาชีพ (เช่น การสัมมนา หรือจ๊อบแฟร์) ด้านสังคม (การหาเพื่อน มีคนรัก ปาร์ตี้) และด้านสุขภาพ (เช่น นอนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย) ดังนั้น ผู้สอนจึงควรวางแผนว่าจะออกแบบคอร์สเรียนอย่างไรให้ผู้เรียนยังคงอยากเรียนแม้ว่าจะมีกิจกรรมอื่นมาแบ่งเวลา พลังกาย และความสนใจของพวกเขาไป

คำค้นหา :
แนวทางแก้ปัญหาที่ 1 : ให้งานในจำนวนที่เหมาะสม

แม้ว่าเรามีเหตุผลมากมายที่จะคาดหวังให้ผู้เรียนตั้งใจเรียนและสนใจงานวิชาการให้มากๆ แต่เราก็ต้องตระหนักด้วยว่าผู้เรียนเองก็มีภาระและความต้องการของพวกเขาเองด้วยเช่นกัน ดังนั้น เราควรคิดให้ดีว่าควรให้งานพวกเขาอย่างไรจึงจะเหมาะสม โดยตระหนักถึงระดับการเรียนของพวกเขาด้วย เช่น การคำนวณจากปริมาณชั่วโมงเรียน ตัวอย่างเช่น ในวิชาเรียนที่มี 9 หน่วยกิต และเรียน 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง(หรือทำงานนอกห้องเรียน) 6 ชั่วโมง และในวิชาเรียน 12 หน่วยกิต ที่เรียน 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง 8 ชั่วโมงเป็นต้น ในการคำนวณว่าผู้เรียนควรใช้เวลาเท่าใดในการอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน คุณสามารถคำนวณได้จาก 3-4 เท่าของเวลาที่คุณใช้ในการอ่านหรือทำ อีกวิธีหนึ่งคือการถามจากผู้เรียนโดยตรงว่าพวกเขาใช้เวลามากแค่ไหนในการทำงานแต่ละอย่าง และใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการคำนวณวางแผนการให้งานในอนาคตด้วย หากงานที่คุณให้ไปเป็นจำนวนที่ผู้เรียนสามารถยอมรับได้ ก็จะเป็นการรักษาแรงจูงใจของผู้เรียนไว้แม้ว่าพวกเขาจะต้องจัดการกับเป้าหมายหลายๆอย่างพร้อมๆกันก็ตาม

แนวทางแก้ปัญหาที่ 2 : ให้ผู้เรียนรู้สึกว่างานที่พวกเขาทำไม่ได้สูญเปล่า

ผู้เรียนมักจะให้ลำดับความสำคัญกับสิ่งที่พวกเขาต้องทำ (สิ่งที่มีผลต่อเกรดหรืออนาคตของพวกเขา) มากกว่าที่จะทุ่มเทให้กับงานที่พวกเขาคิดว่าไม่สำคัญ ดังนั้น ทางหนึ่งที่ดีที่สุดที่จะเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้เรียนให้ความสำคัญกับงานหรือคอร์สเรียนของคุณก็คือการมอบงานที่มีผลต่อพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด หรือการให้คะแนนที่เหมาะสมกับงาน เช่น หากอยากกระตุ้นให้พวกเขาอ่านหนังสือ ผู้สอนบางคนจะทำการทดสอบหรือให้ผู้เรียนเขียนสรุปเนื้อหาที่ให้อ่านเป็นบทความสั้นๆในต้นชั่วโมง นอกจากนี้ แรงกระตุ้นจากสังคมก็มีผลไม่น้อย เช่น หากผู้เรียนรู้ว่าพวกเขาจะต้องพูดหน้าชั้นเรียนเพราะผู้เรียนคนอื่นเห็นว่าพวกเขาเก่ง พวกเขาก็จะรู้จักเตรียมตัวมากขึ้น เช่นเดียวกับที่พวกเขาจะตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายหากรู้ว่าเพื่อนร่วมชั้นจะได้เห็นหรืออ่านสิ่งที่พวกเขาทำ ดังนั้น งานแต่ละชิ้นจึงควรมีผลต่อเกรดหรือสังคมบ้าง แต่ต้องไม่มากเกินไปจนอาจมีผลแง่ลบหากผู้เรียนทำพลาด หรือน้อยเกินไปจนผู้เรียนรู้สึกหมดกำลังใจที่จะทำ

แนวทางแก้ปัญหาที่ 3 : แสดงให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของคอร์สเรียนของคุณให้ได้

ผู้เรียนจำเป็นต้องให้ลำดับกับความสำคัญของงานแต่ละชิ้น เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ผิดพลาดกับการจัดความสมดุลของเป้าหมายอีก ดังนั้นการเพิ่มแรงจูงใจโดยให้ผู้เรียนมองเห็นความสำคัญที่แท้จริงของคอร์สเรียนคุณและเห็นว่ามันจะมีประโยชน์กับอนาคตของพวกเขา หรือตอบรับกับความสนใจส่วนตัวของพวกเขาจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก การชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของคอร์สเรียนกับสิ่งเหล่านั้นสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับวิชาที่ไม่ใช่วิชาหลักของภาคหรือคณะ เช่น ผู้สอนที่สอนวิชาการเขียน ต้องชี้ให้เห็นว่าการเขียนบทความเชิงโต้แย้งหรือให้เหตุผลมีประโยชน์ในวงกว้างต่อทุกวิชาที่เรียน ผู้สอนวิชามนุษยวิทยาต้องยกตัวอย่างให้เห็นว่าการเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมีผลในการส่งเสริมการออกแบบ งานวิศวกรรม และการแก้ปัญหาทางธุรกิจอย่างไร ชี้ให้พวกเขาเห็นอย่างชัดเจนว่าวิชาของคุณเชื่อมโยงต่อวิชาอื่น ความเป็นมืออาชีพแล้วเป้าหมายของพวกเขา เพื่อให้พวกเขาเพิ่มลำดับความสำคัญของวิชาคุณและทุ่มเทเวลาและความสนใจให้กับมันมากยิ่งขึ้น

แนวทางแก้ปัญหาที่ 4 : มอบหมายงานให้แก่ผู้เรียนอย่างเหมาะสม

สำหรับผู้เรียน พวกเขาจะประสบความสำเร็จกับเป้าหมายหลายๆอย่างที่เข้ามาพร้อมๆกันได้ พวกเขาต้องวางแผนเวลาที่พวกเขาจะใช้ในแต่ละกิจกรรมให้เป็น ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้สอนที่จะให้รายละเอียดคอร์สหรือกรอบการเรียนในวิชานั้นๆกับพวกเขา (ส่วนมากก็คือใบแผนการสอน) ซึ่งต้องมีทั้งวันนัดส่งงานและวันสอบ เพื่อช่วยผู้เรียนให้สามารถจัดการกับตารางเวลาและแผนการต่างๆได้ดีขึ้น เพราะผู้เรียนจำเป็นต้องใช้ตารางเวลาเหล่านั้นในการวางแผนเพื่อคะแนนของตนเองในแต่ละเทอมด้วย และผู้สอนควรตระหนักว่าหากคุณเพิ่มงานใหม่นอกเหนือจากที่เคยให้ไว้ในแผนการสอนแล้ว ผู้เรียนย่อมให้ความสนใจหรือทุ่มเทกับงานนั้นน้อยลงเพราะไม่ได้แบ่งเวลาไว้ ดังนั้น หากเป็นไปได้ คุณควรวางแผนตั้งแต่ต้นและให้ผู้เรียนรับรู้ด้วยว่าเมื่อไหร่จะมีโปรเจค การบ้าน หรือการสอบ หากคุณยังไม่รู้รายละเอียดของงานที่คุณจะสั่ง อย่างน้อยก็ควรบอกกับผู้เรียนถึงลักษณะงานคร่าวๆเพื่อให้พวกเขาเตรียมพร้อมรับงานที่จะต้องมีในช่วงใดช่วงหนึ่งของเทอมไว้ นอกจากนี้ หากคุณพบว่าตารางเวลาที่คุณวางไว้ให้ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างเทอม คุณควรแจ้งล่วงหน้าให้ผู้เรียนทราบ ให้พวกเขามีเวลามากพอที่จะเปลี่ยนแปลงตารางเวลาของพวกเขา หรือไม่ก็คาดคะเนเวลาให้พวกเขาเตรียมตัวได้ เช่น เร็วๆนี้ ไม่ใช่ช่วงนี้ หรือภายในวันที่เท่าไหร่ เป็นต้น

User Comments

Technology Integration For Effective Learning Laboratory 8th floor, Classroom Building 4 (CB4)
126 Pracha-Utid rd, Bangmod, Toongkru, Bangkok, Thailand. 10140
Tel. 0-2470-8478, Fax 0-2470-8476, ets@mail.kmutt.ac.th